นาฬิกา รูปภาพ ปฎิทิน


       เวลาประเทศไทย...  
 
 
 

       ปฏิทินวันนี้...  

News online

Radio

REDPLUS  LIVE 1
ผู้กล้าปชต. 90.25 MHz
REDSIAM
SOOMHUAGUN
วิทยุ 3DANG 1
วิทยุแกนนอน
วิทยุม้าเร็ว 1
THAIVOICE 2
ติดต่อเรา way2fight.rs@gmail.com
Blog นี้เข้าได้สองทางนะครับ http://way2fight.blogspot.com และ http://fighttillwin.blogspot.com แต่ละ Blog มีบทความให้อ่านต่างกันครับ แต่นอกนั้นเหมือนกันหมดครับ C box เดียวกันครับ เข้าทางไหนก็คุยกันได้ครับ สำหรับท่านที่ต้องการเข้ามาคุยอย่างเดียวเชิญทางนี้ครับ http://way2fight.cbox.ws/ (ห้องสีชมพู) และ http://winniebetter.cbox.ws/ (ห้องสีฟ้า) สำหรับท่านที่ต้องการอ่านแต่บทความอย่างเดียวเพราะคอมช้า ทำให้เสียเวลาในการโหลดหน้าเวบ ทางทีมงาน Blog ได้รวบรวมบทความทั้งหมดไว้ด้วยกันแล้ว เชิญทางนี้เลยครับ http://way2fightnews.blogspot.com/

way2fight C-Box

ห้องลับสำหรับคุยหลังไมค์

World Clock เวลาทั่วโลก

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รายงาน : เปิดคำฟ้อง-บรรยากาศวันพิพากษา ‘โจ กอร์ดอน’

Fri, 2011-12-09 20:21

ทีมข่าวการเมือง


กรณีการตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือนของโจ กอร์ดอน เป็นที่กล่าวขานอีกครั้งหลังกระแส “อากง” เกินขึ้นไม่นาน โดยวานนี้ (8 ธ.ค.) มีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศมาเฝ้าทำข่าวและถ่ายรูปโจระหว่างเดินลงจากรถควบคุมผู้ต้องขังไปยังห้องขังรวมใต้ถุนศาลอาญา โดยโจ ในชุดนักโทษและใส่ตรวนที่ขาได้กล่าวทักทายกองทัพผู้สื่อข่าวสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า “Thank you for coming”

บรรยายกาศภายในห้องพิจารณาคดี 812 มีผู้คนล้นจนไม่มีที่นั่ง ทั้งผู้สนใจติดตามคดี เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกา นักข่าว รวมถึงเพื่อนสนิทของโจที่ใครๆ เรียกว่า “พี่นุช” ซึ่งเป็นบุคคลที่คอยดูแลโจตลอดเวลา 199 วันที่ถูกคุมขัง (นับถึงวันพิพากษา) โดยเธอขับรถจากนครราชสีมาเข้ากรุงเทพฯ เกือบทุกวัน สำหรับคนในครอบครัวของเขา ไม่มีใครเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาในครั้งนี้

เมื่อผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ หนึ่งในนั้นได้สอบถามโจเกี่ยวกับคำให้การต่อพนักงานที่ทำการสืบเสาะพฤติการณ์ตามคำสั่งศาลไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากเขาให้การไว้ว่า 1.ไม่เคยสนใจการเมืองไทยมาก่อน 2.ไม่เคยรู้จักกับใครทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง 3.ไม่ใช่นายสิน แซ่จิ้ว [เจ้าของบล็อกที่ถูกฟ้อง] และ 4.ไม่เคยโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาอธิบายว่า การให้การเช่นนี้ขัดกับการรับสารภาพของเขา ทำให้ทนายความส่วนตัวรีบออกมาแจ้งต่อศาลว่า คำให้การนี้หมายถึงในกรณีอื่น นอกเหนือจากกรณีที่ถูกฟ้องนี้ จากนั้นโจจึงได้ยืนยันต่อศาลว่า เป็นดังที่ทนายความชี้แจง
เมื่อเป็นที่เข้าใจตรงกัน ผู้พิพากษาจึงอ่านคำตัดสินระบุว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , มาตรา 116 (2),(3) และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3),(5) ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นโทษหนักที่สุด จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

สภาพลักลั่นในช่วงแรกเกิดขึ้นนี้ อาจเป็นดังที่โจ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศนับสิบคนที่ (นั่งยองๆ) ล้อมวงสัมภาษณ์เขากันสดๆ ทันทีหลังฟังคำพิพากษา ว่า เขาไม่ค่อยเข้าใจกระบวนการยุติธรรมเท่าไรนัก และในการมาฟังคำพิพากษาในวันนี้เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษกับประเทศนี้ (เหตุการณ์ล้อมวงสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ระหว่างรอเจ้าหน้าที่พิมพ์รายงาน ซึ่งผู้พิพากษาก็ไม่ได้ว่ากล่าวแต่อย่างใด)

“มันทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ช่วงหนึ่งที่เขาตอบคำถามนักข่าว

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการในห้องพิจารณาคดี นักข่าวพากันรุมซักถาม อานนท์ นำภา ทนายความ โดยมีนักข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศบางคนถามว่าข้อความที่หมิ่นคืออะไร ซึ่งทำให้นักข่าวอาวุโสพากันหัวเราะและแซวทนายความ ว่าหากทนายตอบคำถามนี้ อาจต้องเป็นจำเลยเสียเอง อย่างไรก็ตาม อานนท์ ระบุว่าข้อความในบล็อกนั้นเป็นข้อความทางวิชาการ และแปลเนื้อหาในหนังสือ The King Never Smiles บางบท

หากใครเคยเข้าไปอ่านบล็อกดังกล่าวก่อนจะถูกทางการปิดกั้นก็จะเห็นว่า มีการเขียนบรรยายว่า เป็นไปเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย พร้อมทั้งกำชับให้ผู้อ่านให้อ่านเชิงอรรถเพื่อพิจารณาว่าข้อสรุปของผู้เขียน Paul M. Handley เชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด

นอกจากนี้ทนายความยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กรณีนี้นับว่าได้รับโทษน้อยที่สุดเพียง 2 ปีครึ่งจากโทษเต็ม 5 ปี เพราะโดยปกติคดีหมิ่นที่ผ่านๆ มามีฐานของโทษต่อหนึ่งกรรมอยู่ที่ 6 ปี และ 10 ปี

ขณะที่นางอลิซาเบธ แพรตต์ กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาที่มาร่วมฟังคำพิพากษาตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเรื่องโทษว่า ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็ยังเป็นโทษที่หนักมากสำหรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น


000000


ไม่กี่ชั่วโมงถัดจากนั้น เฟซบุ๊คก็เริ่มเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีนี้ หลายคำถามก่อเกิด เนื่องจากรายงานข่าวก็ไม่ได้ระบุที่มาที่ไปของความผิด ทั้งนี้ก็เนื่องจากศาลมิได้อ่านทวนคำฟ้องของโจทก์ให้นักข่าวได้รายงาน

คำถามหลักอันหนึ่งของเรื่องนี้ อาจดูได้จากข้อความในเฟซบุ๊คของสาวตรี สุขศรี แห่งกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นข้อสังเกตได้รับการ share อย่างกว้างขวาง

“กรณีโจ กอร์ดอน มีเรื่องน่าสนใจอีกดังนี้ 1) ตกลงหนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มมีเนื้อหาผิด 112 หรือไม่ ถ้าผิด ส่วนไหนผิด ? 2) การประกาศหนังสือต้องห้าม เป็นอำนาจของ ผบ.ตร โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ซึ่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย แต่เล่มนี้ไม่มีการประกาศตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีแต่คำสั่งตำรวจลอย ๆ ว่าห้าม มีผลทางกฎหมายหรือไม่ ? 3) ตาม พรบ.จดแจ้งฯ ถ้าฝ่าฝืน คือ สั่งหรือนำเข้ามาเพื่อเผยแพร่ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ.. แต่ครั้งนี้ศาลจำคุก 5 ปี (สารภาพเลยลดเหลือ 2 ปีครึ่ง) หมายความว่าอะไร ตกลงผิด 112 ? ถ้าใช่ ย้อนกลับไปดูคำถามข้อ 1) ใหม่”

อย่างไรก็ตาม ในคำฟ้องของโจทก์ระบุการฟ้องร้องอยู่หลายประเด็น แต่ยังคงให้น้ำหนักกับหนังสือต้องห้ามดังกล่าว ทำให้คำถามต่อหนังสือ The King Never Smiles ยังเป็นคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีความชัดเจน

คำฟ้องลงวันที่ 17 สิงหาคม 2554 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ1 สำนักงานอัยการสูงสุด กับนายเลอพงษ์ (สงวนนามสกุล) หรือ สิน แซ่จิ้ว หรือ นายโจ กอร์ดอน

โดยระบุว่า ราชอาณาจักรไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นสมเด็จพระภัทรมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และทรงอยู่เหนือคำติชมใดๆ ทั้งปวง เมื่อระหว่างวันที่ 2 พ.ย.50 ถึงวันที่ 24 พ.ค.54 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยบังอาจนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ลงในเว็บบล็อกไทยทีเคเอ็นเอสยูเอสเอ (ตามคำฟ้องระบุเป็น url – หมายหตุโดยประชาไท) และจำเลยยังทำจุดเชื่อมโยงให้บุคคลที่เข้าเว็บบอร์ดคนเหมือนกันทำการดาวน์โหลด โดยจำเลยใช้นามแฝงว่า นายสิน แซ่จิ้ว และมีคำนิยามเกี่ยวกับตัวเองว่า “กูไม่ใช่ฝุ่น....” (เซ็นเซอร์โดยประชาไท) และจำเลยอ้างตัวเป็นผู้แปลหนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรชื่อ “The King Never Smiles” (กษัตริย์ผู้ไม่เคยยิ้ม) จากฉบับภาษาอังกฤษเป็นฉบับภาษาไทย และจำเลยนำข้อความซึ่งเป็นคำแปลดังกล่าวลงเผยแพร่ในเว็บบอร์ดดังกล่าว ทำการเผยแพร่บทความที่มีลักษณะกล่าวพาดพิงวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์

ต่อมาจำเลยได้ทำความเชื่อมโยงเพื่อเผยแพร่หรือส่งต่อข้อความซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักรลงในเว็บไซต์ชุมชนฟ้าเดียวกัน หรือเว็บไซต์ชุมชนคนเหมือนกัน เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าไปอ่านคำแปลในเว็บบล็อกดังกล่าว

จำเลยได้นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ โดยจำเลยเขียนบทความลงในเว็บบล็อกบาทเดียว (ในคำฟ้องระบุเป็น url – หมายเหตุประชาไท) ซึ่งมีข้อความ...... (เนื่องจากไม่สามารถเผยแพร่ข้อความซ้ำได้ จึงต้องสรุปความ– ประชาไท) เกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิวัติวัฒนธรรมโบราณ และสถานการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทยในช่วงผลัดเปลี่ยนรัชกาล

คำฟ้องระบุว่า การกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ข้อมูลดังกล่าวปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต และเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

สำหรับต้นเรื่องของคดีความ ในคำร้องขอฝากขังครั้งที่หนึ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยื่นต่อศาลนั้นได้ระบุไว้ว่า คดีพิเศษดังกล่าวเป็นกรณีเหตุเกิดนอกราชอาณาจักร สำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือที่ อส 0025 (กต3)/9060 ลงวันที่ 28 ก.ค.53 มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ และพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมาย

คำร้องยังระบุถึงผู้กล่าวหาด้วยว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยพันเอก วิจารณ์ จดแตง เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 ร่วมกับนายเกริกไชย ศรีศุกร์เจริญ จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร้องทุกข์กล่าวหาต่อพนักงานสอบวนคดีพิเศษ

ในคำบรรยายการกระทำความผิดของผู้ต้องหาในเอกสารดังกล่าวได้กล่าวถึงบล็อกบาทเดียวและเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน โดยระบุว่านายสิน แซ่จิ้ว เป็นเจ้าของบล็อกบาทเดียวที่เผยแพร่เนื้อหาการแปลหนังสือเล่มนี้ และนำไปลิงก์ไปเผยแพร่ในเว็บบอร์ด


0000000


ก่อนหน้าที่จะถึงวันตัดสิน เราเข้าไปเยี่ยมเขาหลายครั้งในเรือนจำ เขาเป็นคนบุคลิกสุขุม และไม่ค่อยพูด ในช่วงแรกที่ถูกคุมขัง เขาป่วยหนักจากโรคเก๊าต์ และมีสภาพที่ย่ำแย่ทั้งจิตใจและร่างกาย จนต้องมีนักโทษพยุงปีกซ้ายขวามาพบญาติเนื่องจากเก๊าต์กำเริบหนัก ช่วงแรกโจไม่สามารถปรับตัวกับสภาพในเรือนจำได้ และไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำที่จัดให้ได้เลย กระทั่ง “พี่นุช” คอยขับรถระยะทางกว่า 200 กม. มาซื้อของกินของใช้ให้โดยตลอด จนเขาค่อยๆ ปรับตัวได้ในที่สุด

ในช่วงแรกเขาดูตั้งใจจะต่อสู้คดี แต่ผ่านมาระยะหนึ่ง พร้อมกับความพยายามประกันตัวนับสิบครั้ง ทำให้เขาตัดสินใจรับสารภาพ

เรื่องการไม่ได้ประกันตัวเป็นสิ่งที่โจเข้าใจไม่ได้ และมักจะพูดถึงมันเสมอ เขาว่าที่อเมริกาไม่มีทางทำแบบนี้ เพราะเขายังไม่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดแต่อย่างใด

โจป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย และไม่ค่อยไปรับยาที่โรงพยาบาลในเรือนจำ เจ้าหน้าที่จากสถานทูตอเมริกาที่คอยเข้าเยี่ยมเขาเป็นระยะบอกกับเขาว่าอย่างไรเสียเขาควรไปรับยาที่โรงพยาบาล คำตอบจากโจคือ การไปรับยานั้นต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันรอคิว นอกจากนี้เขายังรับไม่ได้กับการปฏิบัติต่อคนนักโทษจากบุคคลากรที่นั่น

โจ ใช้ชีวิตอยู่อเมริกานาน เกือบ 30 ปี อาจจะนานเกินไปจนทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนอเมริกันมากกว่าคนไทย เขาเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อราว 2 ปีก่อน เนื่องจากภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และเขาเองต้องการกลับมารักษาตัวในประเทศบ้านเกิดซึ่งค่ารักษาพยาบาลถูกกว่ามาก

“รู้สึกยังไงกับประเทศไทย” คำถามผ่านผนังกระจกกั้นในห้องเยี่ยม

“ประเทศนี้ดีทุกอย่าง แต่คนไทยเป็นคนไม่ยอมรับความจริง” “มองจากข้างนอกบรรยากาศเหมือนจะเปิดกว้าง แต่จริงๆ แล้ว ...ไม่” คำตอบลอดผ่านผนังกระจกกลับมา

เมื่อกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดนครราชสีมา โจหารายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ที่สนใจ และมีงานอดิเรกเป็นการถ่ายภาพ จนกระทั่งถูกจับกุม ซึ่งในวันจับกุมเขาระบุว่าบ้านพี่น้องที่อยู่นอกเหนือหมายจับก็ถูกรื้อค้นด้วยเช่นเดียวกัน

เนื่องจากจำเลยตัดสินใจไม่ต่อสู้คดี ทำให้ผู้ที่สนใจติดตามกรณีนี้ซึ่งเกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี ไม่สามารถหาคำตอบในการเชื่อมโยงสู่การจับกุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งหมดกระทำการในสหรัฐอเมริกา

สำหรับคำถามหลักๆ ของการสืบเสาะ โจระบุว่า เจ้าหน้าที่ถามเขาหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีทางที่คนจะถามกันในประเทศที่เขาอยู่ นอกจากนี้ยังถามเขาว่า รู้จักกับทักษิณใช่ไหม, รู้จักแกนนำคนใดบ้าง ฯลฯ ซึ่งมันสร้างความประหลาดใจให้เขามากพอควร


00000000


ก่อนวันพิพากษา มีคนถามถึงความคาดหวังของผู้แปลหนังสือของสำนักพิพม์ Yale เล่มนี้

เขาบอกว่าเขาอยากกลับ “บ้าน” แล้วก็เล่าถึงบรรยากาศในรัฐโคโลลาโด สถานที่ที่เขาชอบไปซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่อยู่บนภูเขาที่เงียบสงัด

“ผมอยากกลับไปให้ทันวัน Thanksgiving ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ”

วันขอบคุณพระเจ้าคือวันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน ..มันเลยมาแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าเขาจะได้กลับเมื่อไร


***หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก อานนท์ นำภา สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ที่มา prachatai

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คดี 112 : กรณีสุรพศ ทวีศักดิ์ "นักปรัชญาชายขอบ"

สภ.ร้อยเอ็ด ออกหมายเรียก ‘สุรพศ-นักปรัชญาชายขอบ’ เหยื่อ ม.112 คนล่าสุด
Wed, 2011-12-07 15:47


ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดออกหมายเรียกนายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน ผู้เขียนบทความประจำเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเว็บไซต์ประชาไท และบทความการเมืองโดยใช้นามแฝงว่า “นักปรัชญาชายขอบ” โดยหมายเรียกดังกล่าวลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบได้นำหมายเรียกซึ่งออกโดย ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้นายสุรพศ ทวีศักดิ์ ผู้ต้องหาไปพบ พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร หัวหน้าพนักงานสอบสวน ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” ณ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด

นายสุรพศ เปิดเผยว่า เบื้องต้นทราบจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ข้อความที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษคือข้อความที่โพสต์ในชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ซึ่งโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความชื่อ “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เผยแพร่ในประชาไท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 โดยก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อขอข้อมูลมาทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2553 และได้ทำหนังสือชี้แจงไปแล้วตั้งแต่นั้น แล้วเรื่องก็เงียบไป จนกระทั่งมีหมายเรียกมานี้

อย่างไรก็ตาม นายสุรพศ เปิดเผยถึงการเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกว่า เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น จึงได้ขอเลื่อนนัดตามหมายเรียก โดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555

รายงานข่าวแจ้งว่า การตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาครั้งนี้มาจากการแจ้งความของผู้ใช้นามแฝงว่า ‘ไอแพด’ ซึ่งแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ถูกกล่าวหาในการแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ อย่างไรก็ตามในการแจ้งความ ปรากฏชื่อของนายวิพุธ สุขประเสริฐ เป็นผู้แจ้งความ

จาก prachatai

................................................

สุรพศ ทวีศักดิ์: คำแถลงกรณี 'การถูกคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วย ม.112'
Wed, 2011-12-07 15:54

นายสุรพศ ทวีศักดิ์
อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน



เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 เวลา 12.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาขอพบผม ณ ที่ทำงาน เพื่อแจ้งหมายเรียกผู้ต้องหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกโดยตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ลงวันที่ 22 พ.ย.2554 ในข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ” โดยให้ผู้ต้องหาไป ณ ที่ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พบ พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร หัวหน้าพนักงานสอบสวน ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น.แต่เนื่องจากได้รับหมายเรียกกระชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการ ประกอบกับมีภารกิจจำเป็น ผมจึงขอเลื่อนนัดตามหมายเรียกโดยขอไปพบพนักงานสอบสวนภายในเดือนมกราคม 2555

ข้อเท็จจริงคือ ผมเองเขียนบทความลงประชาไทอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ “สงกรานต์เลือด ปี 2552” โดยใช้ชื่อจริงในการเขียนบทความทางพุทธศาสนาและสังคม และใช้นามปากกา “นักปรัชญาชายขอบ” ในการเขียนบทความทางการเมือง และเป็นธรรมดาของการเขียนบทความในประชาไทที่จะมีการโพสต์แสดงความคิดเห็น หรือถกเถียงโต้ตอบกันอย่างเสรีท้ายบทความ ระหว่างคนอ่านด้วยกันเอง หรือระหว่างคนอ่านกับเจ้าของบทความ ซึ่งผมเองก็ได้โพสต์แสดงความเห็น และถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ทั้งในชื่อจริงและนามปากกาดังกล่าวอยู่บ่อยๆ

ในกรณีที่ถูกแจ้งความ เท่าที่ผมทราบเบื้องต้นจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อความที่ถูกแจ้งหมิ่นฯ คือข้อความที่โพสต์ในชื่อ ‘นักปรัชญาชายขอบ’ ซึ่งโพสต์แสดงความเห็นท้ายบทความชื่อ “จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร?” ของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เผยแพร่ในประชาไท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 และเรื่องนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อขอข้อมูลมาทางมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2553 และผมเองก็ทำหนังสือชี้แจงไปแล้วตั้งแต่นั้น แล้วเรื่องก็เงียบไป

แต่อยู่ๆ ก็มาดำเนินคดีกับผมเอาตอนนี้ ตอนที่เราได้รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งด้วยการต่อสู้ที่ชู “ธงประชาธิปไตย” และ “ธงความยุติธรรม” ซึ่งมีทั้งนักวิชาการและประชาชนจำนวนมากที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง “ร่วมต่อสู้” ตามกำลังของตนเองภายใต้ “ธง” ดังกล่าว และในกรณีของผมเอง ตำรวจจากส่วนกลางมาขอข้อมูลจากทางมหาวิทยาลัย ผมจึงแปลกใจว่า เหตุใดจึงมาดำเนินคดีเอาตอนนี้ ตอนที่เราเชื่อว่าได้ “รัฐบาลประชาธิปไตย” และทำไมไม่ดำเนินคดีที่สวนกลาง แต่กลับโยนเรื่องกลับไปดำเนินคดีที่ร้อยเอ็ด

ส่วนข้อความที่ถูกแจ้ง ผมคงพูดในรายรายละเอียดไม่ได้ คงพูดเพียงกว้างๆ ได้ว่า เนื้อหาสำคัญของข้อความนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นถกเถียงทางวิชาการที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว แม้สื่อกระแสหลักจะยังไม่ถกเถียงเรื่องนี้แพร่หลาย แต่ก็มีแพร่หลายใน social media อยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้มีความหมายหรือแสดงถึงเจตนาหมิ่นเบื้องสูงแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นข้อเสนอในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความเชิงวิชาการว่า “กติกา” เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคตควรเป็นอย่างไร โดยไม่มีคำกล่าวหา หรือคำไม่สุภาพใดๆ ที่พาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะ “ตัวบุคคล”

ผมขอพูดในเชิงอุปมาอุปไมยว่า สมมติว่าผมรู้ว่าในทางพุทธศาสนามีศีลห้ามพระสงฆ์รับเงิน แม้ผมจะยอมรับได้ว่า การที่พระสงฆ์ต้องรับเงินในสมัยปัจจุบันเพราะมีความจำเป็นเนื่องจากอยู่ในโลกของความเป็นจริงที่ต้องใช้เงิน แต่ด้วยความห่วงใยพุทธศาสนาผมจึงเสนอให้องค์กรปกครองสงฆ์ออกกฎของสงฆ์ “ห้ามพระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากส่วนตัว” ต่อมามีผู้ไปแจ้งความว่าผมหมิ่นประมาทพระสงฆ์ว่ามีบัญชีเงินฝากส่วนตัวด้วย “ข้อความอันเป็นเท็จ” และสมมติอีกว่าความผิดตามกฎหมายมาตราที่เขาไปแจ้งความนั้น ห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาแสดงข้อเท็จจริงหักล้างว่า ข้อความที่เขากล่าวหาว่าเป็นเท็จนั้น “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ตามตัวอย่างนี้ แค่คิดด้วยสามัญสำนึกธรรมดา เราก็รู้ว่ากฎหมายแบบนี้มันไม่ยุติธรรม หรือไม่แฟร์กับผู้ถูกกล่าวหา

ผมคิดว่ากฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ว่าข้อความของเขา “ไม่เป็นเท็จอย่างไร” ก็เป็นกฎหมายที่ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยพื้นฐานอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดอัตราโทษไว้สูงเกินไป กรณี “อากง” ที่ส่งข้อความ 4 ข้อความไปที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคนอื่นต้องถูกจำคุกถึง 20 ปี ผมคิดว่ามันอธิบายไม่ได้ว่ายุติธรรมอย่างไร อีกอย่างการที่ให้ใครแจ้งความก็ได้ เราก็พบปัญหานี้มาตลอดมาว่า มันมีการกลั่นแล้งกัน มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง และคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ

โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับแนวทางของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มนักเขียน นักวิชาการอิสระ และคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่แลกเปลี่ยนกันทาง social media เช่น เฟซบุ๊ค สื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ยืนยันเหมือนกันว่า สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 และเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้ปล่อยอากง ปล่อยนักโทษการเมือง และให้แก้ไข ม.112 ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย

แนวทางนี้คือแนวทางปกป้องสถาบันที่ดีที่สุด เพราะเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสังคมเราให้เป็นประชาธิปไตย คือ “ต้องไม่ให้มีการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้อีก ไม่มีการใช้ ม.112 ทำลายกันในทางการเมือง ไล่ล่าคนเห็นต่างในทางการเมือง หรือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการได้อีก

ผมคิดว่า สิ่งที่ผมโดนตอนนี้คือ “การคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง มันมีคนที่คิดต่างเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” ไปแจ้งความไว้ที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อให้ผมเสียเวลาเดินทาง เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี อันนี้เห็นได้จากที่เขาตามโพสต์ด่าท้ายบทความของผมมาตลอด แล้วก็โพสต์เอกสารแจ้งความขึ้นเว็บประชาไท และเยาะเย้ยทำนองว่า “มึงเตรียมกระเป๋า เตรียมค่ารถเดินทางมาพบตำรวจที่ร้อยเอ็ดหรือยัง” อะไรประมาณนี้ เท่าที่ทราบมา คนเดียวกันนี้ไปแจ้งคดีหมิ่นฯ กับคนอื่นๆ อีกถึง 6 คดี นี่คือปัญหาของ ม.112 ที่ใครจะไปแจ้งความไว้ที่ไหนก็ได้ เขาต้องการให้เรากลัว และหยุดคิด หยุดเขียน หยุดพูด หยุดอภิปรายถกเถียงตามแนวทางที่ผมว่ามา

และสำหรับสังคมไทย ก็มักจะมองว่าผู้ต้องหาในคดีหมิ่นฯ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ถูกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็น “ความผิดบาป” ที่ทำให้ครอบครัว คนรอบข้าง ญาติมิตรต่างหวาดกลัวและเครียดไปตามๆ กัน ผู้ต้องหาก็อาจถูกเพื่อนร่วมงาน ถูกสังคมที่เขาสังกัดพิพากษาไม่ต่างอะไรกับ “ไอ้ฟัก” ในนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ อันนี้คือข้อเท็จจริงไม่ใช่ “ดราม่า” หรือถ้ามันจะเป็น “ดราม่า” มันก็คือ “ดราม่า” ที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สังคมเราจำเป็นต้องเรียนรู้จาก “บทเรียน” ที่ผ่านมาว่า 14 ตุลา 6 ตุลา และ พฤษภา 53 นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าตายมามากเกินไปแล้วด้วย “ข้อกล่าวหาล้มเจ้า” แล้วผลของการต่อสู้นั้น เราก็ได้แกนนำฮีโร่ในยุคต่างๆ ได้การเลือกตั้ง และการเกี้ยเชี้ยของชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่ม สุดท้ายก็ไม่มีหลักประกันว่า จะเกิดรัฐประหารและการนองเลือดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเราไปไม่ถึง “การสร้างกติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพและความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

บางคนบอกว่า ถ้าจะพูดหรือเขียนอะไรในเชิงตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ หรือกติกาเกี่ยวกับเรื่องสถาบันต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ อันนี้ผมเองก็เคารพความรู้สึกของแต่ละคน เพราะระบบกฎหมายและวัฒนธรรมทางความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมนี้มันทำให้เราต้องหวาดกลัวที่จะใช้เสรีภาพและเหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถกเถียงปัญหาระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แต่อยากให้ช่วยกันมองอีกมุมว่า ถ้ามันปลอดภัยแล้วก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก ผมคิดว่าที่ใครๆ เขาเสี่ยงพูดเรื่องสถาบันในเวลานี้เขาเสี่ยงเพื่อให้สังคมนี้มีกติกาที่ประชาชนมีเสรีภาพสามารถพูดถึงสถาบันในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “บุคคลสาธารณะ” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ได้อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น แม้จะต้องเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดนอกจากเพื่อยืนยันความมั่นคงของสถาบันที่ต้องสอดคล้องกับความมั่นคงของประชาธิปไตย

ผมคิดว่าเราต้องไม่ปล่อยให้มันสายเกินไป ต้องช่วยกันปลดล็อกเงื่อนของความความรุนแรงนองเลือดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่สังคมเราควรเลิกหลอกตนเอง ยอมรับความจริงเสียทีว่า เวลานี้สังคมเราเดินมาถุงจุดที่ต้องร่วมกันสร้าง “กติกา” ให้ทุกสถาบันอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นกติกาที่สามารถ “หยุดการอ้างสถาบันทำรัฐประหาร” ได้ตลอดไป

ที่มา prachatai