นาฬิกา รูปภาพ ปฎิทิน


       เวลาประเทศไทย...  
 
 
 

       ปฏิทินวันนี้...  

News online

Radio

REDPLUS  LIVE 1
ผู้กล้าปชต. 90.25 MHz
REDSIAM
SOOMHUAGUN
วิทยุ 3DANG 1
วิทยุแกนนอน
วิทยุม้าเร็ว 1
THAIVOICE 2
ติดต่อเรา way2fight.rs@gmail.com
Blog นี้เข้าได้สองทางนะครับ http://way2fight.blogspot.com และ http://fighttillwin.blogspot.com แต่ละ Blog มีบทความให้อ่านต่างกันครับ แต่นอกนั้นเหมือนกันหมดครับ C box เดียวกันครับ เข้าทางไหนก็คุยกันได้ครับ สำหรับท่านที่ต้องการเข้ามาคุยอย่างเดียวเชิญทางนี้ครับ http://way2fight.cbox.ws/ (ห้องสีชมพู) และ http://winniebetter.cbox.ws/ (ห้องสีฟ้า) สำหรับท่านที่ต้องการอ่านแต่บทความอย่างเดียวเพราะคอมช้า ทำให้เสียเวลาในการโหลดหน้าเวบ ทางทีมงาน Blog ได้รวบรวมบทความทั้งหมดไว้ด้วยกันแล้ว เชิญทางนี้เลยครับ http://way2fightnews.blogspot.com/

way2fight C-Box

ห้องลับสำหรับคุยหลังไมค์

World Clock เวลาทั่วโลก

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

‘สมยศ’ ขึ้นศาลสระแก้ว ฟังสืบพยานคดี 112 ทนายหวังประกันรอบ 7


21 พ.ย.54 ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว มีการสืบพยานโจทก์ปากแรกในคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และ บก.นิตยสาร Voice of Taksin ถูกกล่าวหามีความผิดตามมาตรา 112 โดยศาลได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำสระแก้วเพื่อฟังการสืบพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีประชาชนคนเสื้อแดงจากกลุ่มต่างๆ เดินทางจากกรุงเทพฯ และจังหวัดสระแก้วมาร่วมให้กำลังใจนายสมยศ และร่วมฟังการพิจารณาคดีประมาณ 40-50 คน รวมทั้งภรรยานายสมยศที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติจากสหภาพยุโรป (อียู)

ภายหลังการพิจารณาคดีที่เสร็จสิ้น นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายความของนายสมยศ ระบุว่า การสืบพยานในวันนี้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการยื่นประกันตัวนายสมยศอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นครั้งที่เจ็ด เนื่องจากแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่านายสมยศไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนีตามที่ดีเอสไอระบุ ส่วนการสืบพยานในนัดหน้าจะมีขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สงขลา ตามลำดับ ซึ่งพยานจะเป็นลูกน้องเก่านายสมยศ และประชาชนทั่วไปที่ได้อ่านนิตยสาร Voice of Taksin ที่ผ่านมาทนายจำเลยได้ทำเรื่องคัดค้านการสืบพยานในต่างจังหวัดแล้วแต่ไม่เป็นผล เนื่องจากเห็นว่าพยานบางปากไม่สำคัญ และเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่จำเลยระหว่างเดินทางโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง

นายสุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า ศาลสระมีคำสั่งส่งตัวนายสมยศต่อไปยังจังหวัดต่างๆ ที่จะมีการสืบพยานเลยโดยที่จะไม่ส่งตัวเข้าเรือนจำกรุงเทพฯ อีก ดังนั้นกว่านายสมยศจะได้กลับกรุงเทพฯ ก็หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานในต่างจังหวัดราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555


ด้านนายสมยศซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำในชุดนักโทษและถูกตีตรวน กล่าวว่า ความเป็นอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสระแก้วนั้นดีกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเรื่องอาหาร และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เรือนจำที่นี่ยังคงมีสภาพแออัด ผู้ต้องขังล้นเกิน จากปกติรองรับได้ 800 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นการย้ายหนีน้ำท่วมมาเกือบ 300 คน ทำให้ต้องนอนเบียดเสียดอย่างมาก

สมยศยังเล่าถึงการเดินทางมายังเรือนจำสระแก้วว่า ระหว่างที่มีการเคลื่อนเขาพร้อมผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่หนีน้ำท่วมมายังเรือนจำสระแก้ว เมื่อต้นเดือน พ.ย. นั้นรถแน่นมากและเขาต้องยืนตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงสระแก้ว

เมื่อถามถึงกรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีข่าวว่าอยากรวมคดีที่มีอยู่หลายจังหวัดเป็นคดีเดียวเพื่อรับสารภาพนั้นส่งผลต่อการตัดสินใจต่อสู้คดีของสมยศหรือไม่ เขากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจสู้คดี เนื่องจากเขาเดินมาครึ่งทางแล้ว และเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่อาจรับสารภาพได้ ส่วนกรณีของนายสุรชัยนั้นน่าเห็นใจว่าเพราะอายุมากและมีโรคประจำตัวหลายอย่าง



สำหรับการสืบพยานเริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 10.10 น. ด.ต.หญิง กนกรักษ์ ตันโลห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นพยานปากแรกของคดีนี้ เบิกความว่า ในวันจับกุมจำเลยคือวันที่ 30 เม.ย.54 เธอได้เข้าเวรตรวจหนังสือเดินทางอยู่อาคารขาออก เวลาประมาณ 13.00 น. นายสมยศได้มายื่นหนังสือเดินทางขอรับการตรวจเพื่อเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อนำชื่อ หมายเลขบัตรประชาชน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พบว่าหน้าจอแสดงผล “บุคคลเป้าหมาย” พร้อมระบุว่ามีหมายจับของศาลอาญา จึงแจ้งหัวหน้าและให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ ตม.ประสานขอหมายจับจากดีเอสไอ

พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด่านข้ามแดนไปกัมพูชานั้นมีด่านกาบเชิงที่จังหวัดสุรินทร์อีกแห่งหนึ่ง และอาจมีที่อื่นๆ อีกกี่แห่งไม่ทราบแต่ไม่เกิน 5 แห่ง ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันมีประชาชนชาวกัมพูชาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และประชาชนไทยก็ลักลอบข้ามไปยังกัมพูชาจำนวนมากเช่นกัน เพราะพรมแดนระหว่างสองประเทศนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นท้องไร่ท้องนาสามารถเดินข้ามไปได้ เปรียบเทียบได้กับกรณีของนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ลักลอบเดินข้ามไปยังกัมพูชาโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งนายสมยศเดินเข้าแถวมาตรวนหนังสือเดินทางเหมือนบุคคลทั่วไป โดยเดินทางมาพร้อมคณะซึ่งเธอทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยเป็นผู้นำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวในประเทศแถบอินโดจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยยังได้นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเป็นสำเนาหนังสือเดินทางของนายสมยศต่อศาล และนำมาสอบถามกับด.ต.หญิงกนกรักษ์ โดย ด.ต.หญิงกนกรักษ์ได้ยืนยันต่อศาลว่า หนังสือเดินทางนี้เป็นหนังสือเดินทางของนายสมยศที่เธอตรวจที่ด่านอรัญประเทศเมื่อวันเกิดเหตุ และตามที่ปรากฏในหนังสือเดินทางของนายสมยศ มีการขอวีซ่ากับสถานทูตกัมพูชา 4 ครั้งระหว่างปี 2553-2554 โดยครั้งแรกขอวีซ่าระหว่างวันที่ 2 เม.ย.-2 ก.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 เม.ย.53 ทางสนามบินสุวรรณภูมิ และกลับจากกัมพูชาวันที่ 5 เม.ย.53 ครั้งที่สอง ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-29 ธ.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 ต.ค.และกลับวันที่ 5 ต.ค. ทางด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สาม ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.53-4 ม.ค.54 เดินทางจริงวันที่ 4-6 ธ.ค.53 ผ่านด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สี่ไม่มีการตรวจลงตราเพราะจำเลยถูกจับเสียก่อน

พยานยังตอบทนายจำเลยโดยระบุว่า “ตามสัญชาตญาณหากคิดจะหลบหนี หรือรู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ ก็คงจะไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง”

ที่มา prachatai

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จดหมายจากคน (คุก) รักทักษิณ: FORGIVE AND 'FORGET’ ? (1)

หลังการเผยแพร่ ‘จดหมายจากทักษิณ’ ฉบับล่าสุด ‘ประชาไท’ เป็นตัวกลางนำเสนอ ‘จดหมายถึงทักษิณ’ ที่เขียนขึ้นก่อนหน้านี้โดยผู้ต้องขังเสื้อแดงที่โดนคดีตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังอยู่ในเรือนจำจนปัจจุบัน ‘คำหล้า ชมชื่น’

หมายเหตุ กองบรรณาธิการได้รับจดหมายชุดนี้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 โดยในการนำเผยแพร่ได้คงตัวหนังสือไว้ตามต้นฉบับจริง แต่จัดย่อหน้าใหม่เพื่อความสะดวกในการอ่าน
คดีของนายคำหล้า ชมชื่น ศาลนัดสืบพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ที่ห้อง 811 ศาลอาญา ถนนรัชดา โดยในคำฟ้องในเว็บไซต์ศาลอาญาระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันปล้นทรัพย์ อาวุธปืนเล็กกล (M16) ขนาด .223 (5.56 มม.) 2 กระบอก ราคากระบอกละ 16,031 บาท ซองกระสุน 6 ซอง ราคา 2,280 บาท และกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. 100 นัด ราคา 950 บาทของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของ จ.ส.อ.สอน แก่นทน, จ.ส.อ.ทวี ภูดินดาน และ ส.ต.วิรัตน์ ศรีหาสารไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายเหตุเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืน, ซองกระสุน และกระสุนปืน 19,261 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย



เรื่อง ขอความเมตตาและความเป็นธรรมเพื่อพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง

เรียน พณฯ ท่านนายก ทักษิณ ชินวัตรน์



ข้าพเจ้า ชื่อ นาย คำหล้า ชมชื่น เลขหมาย 2278/53 คดีปล้นปืนทหาร อายุ 37 ปี XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX (ประชาไทขอปิดที่อยู่ผู้เขียนจดหมาย) ประวัตโดยก่อนเขาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง ข้าพเจ้าทำงานสำนักงานการระบายน้ำของ ก.ท.ท. เป็นลูกจ้างประจำ พอหมดเวลาราชการ กระผมก็ได้ใช้เวลาว่างขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อหาลายได้เสิรมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกด้านหนึ่ง

และมีอยู่วันหนึ่งผมได้ขับรถไปส่งผู้โดยสารได้เห็นกลุ่มคนเสื้อแดงของสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ที่ถนนวิภาวดีซอย 3 ผมจึงได้จอดรถถามผู้ชุมนุมว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่า มีกลุ่มพันธมิตรจะมาปิดสถานีวิทยุ ผมจึงมาช่วยอีกแรงหนึ่ง เพราะเห็นการกระทำที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง ผมจึงต้องออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงด้วย เพราะได้เห็นเหตุการ ในวันที่ผมเขาร่วมชุมนุมมีกลุ่มพันธมิตรได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่คนเสื้อแดง แล้วผมก็ร่วมชุมนุมมาโดยตลอดมาจนเกิดเหตุ เมื่อปี 2552 เดือนเมษายนและปี 2553 เมษายนและพฤษภาคมปี 2553

ก่อนที่ผมจะถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม วันที่ 14 พฤษภาคมผมไปรวมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง พอมาถึงได้สักพักใหญ่ๆ ก็มีรถทหารวิ่งผ่านมาทางสามเหลี่ยมดินแดง มีทหารอยู่บนด้วยกันสามคน แต่มีอยู่คนหนึ่งอยู่หลังรถและมีอาวุประจำกายปืนเอ็มสิบหกหนึ่งกระบอก และได้ยกปืนใส่ผมตอนที่ผมเดินไปดูหลังท้ายรถ ผมจึงเดินไปอยู่ด้านข้างรถของทหาร และมีคนเสื้อแดงที่เดินตามผมมาแล้วทหารก็ได้ยกปืนใส่คนเสื้อแดงกลุ่มคนที่เดินตาผมมาเขาจึงได้ขึ้นไปยื้อแย่งอาวุธปืนของทหารออกจากทหาร เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ชุมนุม หลังจากนั้น ผมก็ได้กลับไปที่สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ที่อาจารชินวัตรน์ หาบุญพาด จัดรายการอยู่ กับกลุ่มอาจารชินวัตรน์ แต่หลังจากวันที่ 14 ถึงวันที่ 19 จนใด้มีเสียงแกนนำประกาศบนเวทีผมได้กับมาที่สถานีและแยกย้ายกันไปแล้วไปทำงานตามปกติ โดยที่ตัวผมไม่รู้ตัวว่ามีรูปภาพ

พอทำงานมาจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคมตอนบ่ายๆ ตัวผมรับประทานอาหารอยู่ข้างทางได้มีเจ้าหน้าที่เรียกชื้อผมๆ ก็หันไปมอง เขาก็ได้แสดงหมายจับแต่ไม่มี แล้วได้นำตัวผมไปที่ บ.ช.น. ที่สี่แยกพญาไท แล้วถามผมว่าใช่ผมหรือเปล่า ผมบอกว่าไม่ใช่ แล้วเขาก็เอากลุ่มคนเสื้อแดงให้ผมดูแล้วถามผมว่าเคยรู้จักหรือไม่ ผมบอกว่าไม่รู้จักเขาก็บังคับให้รู้จัก แต่ผมก็ยังยืนยันว่าไม่รู้จักเหมือนเดิม แล้วเขาก็พูดขอความร่วมมือหน่อย ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จะพาไปส่งให้ทหาร ถ้าไปหาทหารก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นนะ ในเวลาที่พูดคุยขอความร่วมมือเขาก็บันทึกข้อความไปด้วย พอบันทึกเสร็จแล้วก็เอาบันทึกมาให้ผมพร้อมกับโยนประกาให้ผมแล้วผมก็จะเปิดบันทึกดู เขาก็ไม่ให้ดู แล้วตะคอกผมว่า เอ้าเซ็น มึงรับเซ็น ผมก็ตกใจเขาก็บังคับให้ผมเซ็น ตอนนั้นผมอยู่คนเดียวแล้วก็บอกกับเขาว่าขอติดต่อญาติ เขาก็ไม่ให้ติดต่อ แล้วเขาก็บอกมึงเซ็นเร็วๆ ผมก็เลยเซ็น พอเซ็นเสร็จก็พาผมไปแถลงข่าว

พอแถลงข่าวเสร็จก็พาผมไปส่งที่ สน ดินแดง พอถึง สน ผมก็บอกเจ้าหน้าที่ติดต่อญาติ เขาก็ติดต่อญาติให้ผมแล้วพอเขาไปอยู่ในห้องขังประมาณสักพักหนึ่ง ญาติผมก็มา ตอนนั้นผมกับญาติติดคิดอะไรไม่ออก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาได้แนะนำให้ผมและญาติไปติดต่อที่พรรคเพื่อไทยให้เขาช่วย ญาติผมก็ไป พอไปถึงพรรคเขาก็หาทนายให้ แล้วญาติผมเขากับมาบอกผมที่ สน ดินแดงว่า พรรคเขาหาทนายให้แล้วนะ พอตกกลางคืน ไม่ทราบเวลา ก็มีเจ้าหน้าที่มาสอบผมอีกโดยที่เขาบอกผมว่าจะช้วยให้เบาลง แล้วผมก็ไม่ได้พูดอะไรเลย วันต่อมาเขาก็ส่งตัวผมฝากขังที่ศาล และก็ส่งตัวมาที่เรือนจำเลย

ในช่วงที่ผมอยู่ในเรือนจำประมาสองเดือนก็มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกับเจ้าหน้าที่ทหารมาชี้ตัวผมถึงสองครั้งก็ไม่ใช้ตัวเลย แล้วในเวลานั้นที่ผมอยู่ที่แดนหนึ่งได้สองอาทิตย์ก็จะจำแนกไปที่แดนแปดก็จะถูกเก็บยอดแน่ เพราะเขารอเก็บยอดในคดีปล้นปืนทหาร เพราะว่ามีใบสั่งมาจาก ผ.บ แดน8 เพราะว่าคนในนี้เขาบอกผมๆ ผมจึงรู้ แล้วเขาได้สั่งให้เสมียนให้ผมปั่นถ้วยยอดเต็มห้าโลครึ่งหรือเกลือบหกโล โดยที่ว่าหลังผมก็ไม่ดี เพราะผมปวดหลังแต่ผมก็ไม่กล้าไปหาหมอ กลัวทำยอดงานเสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็โดนตรี แต่ว่าตัวผมก็อยากไป แต่ไม่มีนมจ้างงานออก พอเวลาญาติผมมาเยี่ยมที ผมก็ได้แต่ถามว่ามีเงินมาหรือเปล่าที่ผมญาติ เพราะญาติผมไม่ค้อยมีเงินมา ผมก็เลยญาติผมเอารถผมไปขายเพื่อจะได้มีเงินมาเยี่ยมผมแล้วผมญาติติดต่อทางทนายให้มาเยี่ยม ผมจะถามเรื่องการประกันตัวผมว่าได้หรือไม่ได้ ที่ผมให้ติดต่อทนายเพราะเห็นว่าญาติผมบอกว่าเขายื่นเรื่องประกันให้แล้ว พอทนายเขามาเขาก็บอกว่าไม่ผ่านนะ แล้วเขาก็หายไปเลย ผมถึงคิดว่าได้รับการช้วยเหลือเต็มที่ จนอยู่มาได้ครึ่งปีกว่าๆ อิมพีเรียลยื่นมือช่วยเหลือครั้งหนึ่งด้วยวงเงิน 5,000 บาทแล้วก็ได้ออกเรียกร้องให้แกนนำและพวกผม แต่ก็เป็นเหมือนชวยพวกผมแค่คำพูด แต่การกระทำไม่มี พวกผมรู้สึกน้อยใจและต้องการความช่วยเหลือย่างจริงๆ จังๆ

สิ่งที่ผมต้องการให้ช่วยเหลือก็คือของใช้และดูแลความเป็นอยู่ในนี้บ้าง เพราะว่าครอบครัวของยากจน จึงไม่ค่อยมีเงินมาเยี่ยมผม แต่ก็ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มของคุณนกแดงอยู่กลุ่มเดียวที่คอยช่วยเหลือผมและพวกมาโดยตลอด และคอยช่วยให้กำลังใจพวกผมมาโดยตลอดและเขาคอยติดตามเรื่องการประกันตัวผมและคอยให้คะแนะนำกับแฟนผม แต่สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือเรื่องการประกันตัวผมมากๆ เลยครับ เพราะผมอยากออกไปช่วยเหลือครอบครัว เพราะว่าแฟนผมต้องรับภาระอยู่คนเดียวและลูกผมต้องเรียนหนังสือด้วย ผมจึงอยากจะประกันตัวไปช้วยแฟนแบ่งเบาภาระครอบครัวมากเลยครับ

(อยากให้ช้วยเรื่องประกันตัว)




เรียน พณฯ ท่านนายก ทักษิณ ชินวัตน์ รักและเคารบอย่างสูง



คำหล้า ชมชื่น

แดน 8 2278/53


ที่มา prachatai